นวนิยาย เทวากับซาตาน


เทวากับซาตาน

           หากพูดถึงเรื่องนวนิยายเรื่องเทวากับซาตาน ซึ่งเป็นนวนิยายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเรื่อง ลึกลับ วิทยาศาตาร์ และแนวสอบสวน หากฟังชื่อนวนิยายเรื่องนี้ก็คงนึกถึงเรื่องของภูติผีปีศาจ แต่มันไม่ใข่เลยหากอ่านจนจบเราจะเห็นได้ว่ามันเป็นแค่คำเปรียบเทียบระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา เช่นเดียวกับในเรื่องที่โรเบิร์ต แลงดอนผู้ที่ไม่เชื่อในศาสนาแต่ต้องเช้าไปแก้ไขปริศนาการตายขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาที่เสียชีวิตลง เช่นเดียวกับองค์พระคาดีนอลที่มีสิทธิ์เป็นองค์สันตะปาปาองค์ต่อไป 4 รูปที่โดนจับตัวไปโดยองค์เก่าแก่โบราณอย่าง “อิลูมินาติ” หรือนักวิทยาศาสตร์ในช่วงของยุคนั้น ที่มีความรู้ความสามารถ ในด้านวิทยาศาสตร์ ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนจักรเป็นซาตาน จึงทำให้ศาสนจักร จับกลุ่มกลุ่มอิลูมินาติ แล้วสั่งหารอิลูมินาติถึง 4 คน ในยุคก่อนอิลูมินาติจะมักจะแทรกซึมในองค์กรต่างๆ illuminati ที่ใครหลายๆคนรู้จัก นั่นก็คือเซอร์ไอแซกนิวตันก็เป็นอิลลูมินาติ กลุ่มอิลูมินาติ เป็นองค์กรเก่าแก่โบราณ ในเรื่องนี้ บาทหลวงได้สร้างเรื่องขึ้นมา โดยใช้อิลูมินาติ เป็นตัวร้าย ที่มีศาสนาและประวัติศาสตร์เป็นจุดให้แก้ โดยองค์กร “อิลลูมินาติ” จะสังหารองค์คาดีนอลชั่วโมงละ 4 รูป โดยบทสรุปในนวนิยายเรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีของผู้อ่าน
      โดยเรื่องเทวากับซาตานนั้นโรเบิร์ต แลงดอน ศาสตราจารย์ด้านสัญลักษณ์วิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับการติดต่อจากองค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ CERN ว่ามีคนถูกฆาตกรรมและถูกประทับตรา "Illuminati" แลงดอนจึงเดินทางไปที่เจนีวา ที่นั่นเขาได้พบกับแมกซิมิเลียน โคห์เลอร์ หัวหน้า CERN และวิตตอเรีย เวตรา พวกเขาพบว่าปฏิสสาร ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของที่นี่ได้ถูกขโมยไป หากเลยเวลา 24 ชม. จากนี้ มันจะระเบิดอย่างรุนแรง แลงดอนและวิตตอเรียได้เดินทางไปที่นครรัฐวาติกันซึ่งกำลังมีการคัดเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ และพบว่า "เปรเฟอริติ" 4 รูปหายตัวไป พร้อมคำขู่จากฮัสซาซิน คนร้ายที่รับใช้ "เจนัส" ประมุขแห่งอิลลูมินาตีว่าจะฆ่าพระคาร์ดินัลชั่วโมงละ 1 รูป เริ่มเวลา 20.00 น. แลงดอนจึงต้องพยายามค้นหา "วิถีแห่งความรู้แจ้ง" ซึ่งเป็นเส้นทางที่เหล่าสมาชิกอิลลูมินาติใช้นัดพบกัน โดยต้องสืบหาจากสถานที่ 4 แห่งที่เกี่ยวข้องกับธาตุทั้ง 4 ทั่วกรุงโรมโดยการที่โรเบิร์ต แลงดอนพยายามแก้ไขปริศนาในวิหารต่างๆ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยองค์พระคาดินอลได้ การสั่งการโหดต่อพระคาดินอลขององค์กร iluminati จนภายหลังได้เฉลยว่าเป็นการสร้างเรื่องราวเอากลุ่มตัวร้ายจากอดีตมาขับเคลื่อนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับคริสตจักร 
       วิทยาศาสตร์และศาสนา 
      ในนวนิยายเรื่องนี้มีเรื่องโต้แย้งที่เห็นได้ชัดเลยคือ เรื่องของศาสนาและวิทยาศาสตร์ อีกคนศรัทธาในพระเจ้าและอีกคนเชื่อมั่นในหลักของวิทยาศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์ในเรื่องพยายามที่จะสร้าง “ปฎิสสาร” ธาตุแรกที่เกิดขึ้นมาบนโลก ดิน น้ำ ลม และไฟ เช่นเดียวกับ ศาสนา ที่เชื่อว่าพระเจ้าต่างหากเป็นผู้สร้างโลกขึ้นมา การโต้แย้งในเรื่องของความเชื่อที่ว่าสามารถมาบรรจบหรือเข้ากันได้ไหมนั้น ก็มีทฤษฎีและหลักเหตุผลออกมาให้หักล้างกันได้เสมอ ทั้งส่วนที่คิดว่าสามารถบรรจบกันได้กับส่วนที่คิดว่า ไม่สามารถบรรจบกันได้ กล่าวคือ วิทยาศาสตร์และศาสนา มักมีข้อ ที่ออกมาหักล้างกันอยู่เสมอ ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ย้อนไปในช่วงของ กาลิเลโอ ที่เชื่อว่า โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ไม่เป็นความจริง ตามที่คริสตจักรได้บอกไว้ แต่ความจริงก็คือเราโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งเห็นได้ว่ามีการโต้แย้งเกิดขึ้นในช่วงสมัยก่อน กาลิเลโอ จึงถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อคริสตจักร จึงได้มีการจับกุมกาลิเลโอแล้วกักขังเอาไว้จนถึงบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต  แม้วิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์สิ่งที่มองไม่เห็น ได้อย่างมากมาย แต่สวนทางกันกับคนที่มีศรัทธาและความเชื่อ ว่าสิ่งนั้นเกิดจากประสงค์ของพระเจ้าซึ่งเหตุผลนี้แม้จะสามารถพิสูจน์ได้แต่ก็ด้วยความศรัทธาต่อพระเจ้าจึงนำความคิดมาหักล้างขอเท็จจริงด้วยความศรัทธาต่อพระเจ้า อย่างเช่นบาทหลวงได้ทำ โรเบิร์ต แลงดอน ว่า คุณเชื่อในพระเจ้าไหม ซึ่งคำตอบก็เป็นที่ทราบกันดีในนวนิยายเรื่องนี้ว่าวิทยาศาสตร์และศาสนา ไม่สามารถบรรจบกันได้ เช่นเดียวกับน้ำและน้ำมัน ที่ไม่สามารถเข้ากันได้ เหมือนหยินและหยาง
     “ระเบียบศรัทธา” และ “ระเบียบเหตุผล”
      พูดได้เลยว่า ความคิดระหว่างระเบียบศรัทธาและระเบียบเหตุผลเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์และศาสนา มันเป็นคำเปรียบเปรยที่ว่า การสนับสนุน ศรัทธาหรือเหตุผล อันไหนสมเหตุสมผลกว่ากันเช่นเดียวกับที่กาลิเลโอสนับสนุนความคิดของเคอร์โปนิคัส ในเรื่องหลักของเหตุผล การเสื่อมสลายของ ศาสนจักร มันเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์ รู้จักวิทยาศาสตร์ปฏิรูปศาสนาปฏิวัติต่อขนบธรรมเนียมแบบเก่าๆ ทำให้ ระเบียบเหตุผล กลับมามีความสำคัญมากกว่าระเบียบศรัทธา แต่ถึงอย่างนั้นระเบียบศรัทธาก็ยังคงอยู่ในสังคมของชาวคริสต์ ที่ยึดมั่นในศาสนาจักรและพระเจ้า ไม่ต่างกับระเบียบเหตุผล ที่นักวิทยาศาสตร์ หรือคนที่มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ต่างก็บอกว่าระเบียบเหตุผลเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้มากกว่าระเบียบของศรัทธา ในเรื่องของเทวากับซาตาน นวนิยายเรื่องนี้แดนบราวน์ พยายามเดินเรื่องและซ่อนเงื่อนงำภายในนวนิยายอยู่ตลอด แต่เรื่องหลักๆของเทวากับซาตานก็ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องของศาสนาและวิทยาศาสตร์ ให้เราทุกคนได้ตั้งแง่ไขและข้อสงสัยว่าศาสนา ระเบียบศรัทธา วิทยาศาสตร์ ระเบียบเหตุผลเรา จะเทใจและใช้ความรู้ความรู้สึกความคิดอุดมคติหรืออุดมการณ์ของเรามองมันในรูปแบบไหนเช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน และมุมมองของคนมักมองแตกต่างกัน
       ดังนั้นเรื่องของเทวาและซาตานนวนิยายเรื่องนี้ สอนให้เห็นถึงอะไรหลายๆอย่าง เช่นเดียวกับที่ผู้แต่ง พยายามบ่งบอกเงื่อนงำ อย่างแยบยล ให้ผู้อ่าน ได้มีการคิดวิเคราะห์ตามเนื้อเรื่องที่ผู้แต่งพยายามที่จะแต่งพอตเรื่องให้เป็นไปตามรูปแบบที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจและตีความได้ อาจจะบอกได้เลยว่าเรื่องของเทวดาและซาตานเป็น 1 นวนิยายที่สนุก สอนให้เราเข้าใจ ถึงหลักแก่นของศาสนา และสอนให้เราเข้าใจ ถึงหลักเหตุผลของวิทยาศาสตร์ เหมือนที่ผมเคยบอกไว้ข้างต้นว่า ศาสนาและวิทยาศาสตร์ สามารถบรรจบกันได้หรือไหมนั้น  แต่อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน อยู่ที่อุดมคติของแต่ละคน ว่าจะมอง ให้อยู่ในรูปแบบไหน จะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่คนมองอยู่ที่คนคิด อยู่ที่คนตั้งคำถามในประเด็นต่างๆ อาจจะมีการโต้แย้งกันในหลายเหตุผลและสามารถชี้แจ้งถึงเหตุผลในตัวของมันได้ ทั้งนี้ เรื่องของเทวาและซาตานที่ผมได้เขียนเรื่องย่อและหัวข้อที่น่าสนใจไว้ด้านบน อาจจะทำให้มองเห็นได้ชัดเกี่ยวกับเรื่องของอนวความคิดความเชื่อ

 นายรัชนาท จันทรักษ์
601011260
วิชาเอกประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสจร์และสังคมศาสตร์


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม